คดีเกี่ยวกับสหกรณ์
ความรู้ด้านกฎหมายและคดีที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569
จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีไปปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ข้อตกลงผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ
มาตรา 681/1 ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ
การทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เป็นโมฆะ มี 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้
1. ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันบุคคลธรรมดารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สถานะเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง
3. ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในกรณีที่ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลได้ยินยอมเข้าผูกพัน สถานะไม่เป็นโมฆะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1884 / 2566
ป.พ.พ. ม.680 , ม.150
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2563
ป.พ.พ. ม. 171, ม. 173, ม. 291, ม. 368, ม. 681/1
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
การที่โจทก์หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยอาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าและมีความสันทัดในข้อกฎหมายมากกว่า จัดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญายอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแทนการทำสัญญาค้ำประกันอย่างตรงไปตรงมา ถือว่าโจทก์ผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช้สิทธิแห่งตนด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ จากสัญญาดังกล่าวได้ พฤติการณ์ของโจทก์ไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาจะให้สัญญาส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ เพราะไม่มีส่วนใดที่สมบูรณ์แยกส่วนออกมาได้ สัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมดังกล่าว จึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3
คดีนี้จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จัดพิมพ์สัญญายินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ตกเป็นโมฆะ เป็นการวินิจฉัยในประเด็นว่าคำฟ้องของโจทก์ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ถือเป็นประเด็นการวินิจฉัยที่อยู่ในประเด็นตามคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาว่าสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้
วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
มาตรา 290 ถ้าการชำระหนี้เป็นการอันจะแบ่งกันชำระได้และมีบุคคลหลายคนเป็นลูกหนี้ก็ดี มีบุคคลหลายคนเป็นเจ้าหนี้ก็ดี เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านว่าลูกหนี้แต่ละคนจะต้องรับผิดเพียงเป็นส่วนเท่า ๆ กันและเจ้าหนี้แต่ละคนก็ชอบที่จะได้รับแต่เพียงเป็นส่วนเท่า ๆ กัน
มาตรา 291 ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง
เจ้าหนี้มีสิทธิที่กว้างขวางในการเรียกร้องชำระหนี้ โดยสามารถเลือกเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง (เต็มจำนวน) ได้ หรือ เรียกชำระเพียงบางส่วนจากลูกหนี้คนหนึ่ง แล้วเรียกส่วนที่เหลือจากลูกหนี้คนอื่น โดย เจ้าหนี้ไม่จำเป็นต้องเรียกจากลูกหนี้ทั้งหมดพร้อมกัน
ลูกหนี้ทั้งปวงยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ซึ่งหมายความว่า ความรับผิดไม่หมดไป แม้ว่าลูกหนี้คนหนึ่งได้ชำระหนี้ไปแล้ว ลูกหนี้คนอื่นยังคงต้องรับผิด และ ลูกหนี้ทั้งหมดยังคงต้องรับผิดต่อเนื่องจนกว่าหนี้จะชำระเสร็จสิ้น
มาตรา 297 ถ้าในสัญญาอันหนึ่งอันใดมีบุคคลหลายคนร่วมกันผูกพันตนในอันจะทำการชำระหนี้ไซร้ หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องรับผิดเช่นอย่างเป็นลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่าเป็นการอันจะแบ่งกันชำระหนี้ได้
คำอธิบาย ตามมาตรา 297 แม้ว่าในบางกรณีอาจเป็นการอันจะแบ่งกันชำระได้ แต่กฎหมายยังคงถือว่าเป็นลูกหนี้ร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้ มากกว่าการแบ่งหนี้ระหว่างลูกหนี้
ความแตกต่างจากลูกหนี้หลายคนที่ไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม
ลักษณะ
ลูกหนี้ร่วม
ลูกหนี้หลายคนแบบแบ่งชำระ
สิทธิของเจ้าหนี้
เรียกชำระจากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงได้
เรียกชำระจากลูกหนี้แต่ละคนเพียงส่วนของตนเท่านั้น
ความรับผิด
ต่อเนื่องจนกว่านี่จะชำระเสร็จ
หมดไปเมื่อลูกหนี้คนนั้นชำระส่วนของตนแล้ว
ความเสี่ยง
สูง (อาจต้องชำระเต็มจำนวน)
ต่ำ (ชำระเพียงบางส่วนของตนเท่านั้น)
คำอธิบาย ตามมาตรา 296 การแบ่งชดใช้ค่าเสียหายระหว่างลูกหนี้ร่วม สามารถแบ่งกันชดใช้ได้ โดยมีหลักการดังนี้
ความรับผิดเพิ่มเติม : เมื่อลูกหนี้คนใดไม่สามารถชำระส่วนของตนได้ (เช่น ล้มละลาย ยากจน) ลูกหนี้คนอื่นต้องรับผิดแทน ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ร่วม 3 คน ต้องชำระหนี้ 300,000 บาท (100,000 บาทต่อคน) แต่ลูกหนี้คนที่ 1 ล้มละลายและไม่สามารถชำระได้ ลูกหนี้คนที่ 2 และ 3 ต้องรับผิดแทน โดยแบ่งเพิ่มเติม 50,000 บาทต่อคน ดังนั้น ลูกหนี้คนที่ 2 และ 3 ต้องชำระ 150,000 บาทต่อคน
เจ้าหนี้สูญเสียสิทธิ : เมื่อเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ลูกหนี้คนใดแล้ว เจ้าหนี้จะไม่สามารถเรียกชำระจากลูกหนี้คนนั้นได้อีก ลูกหนี้คนอื่นไม่ต้องชำระแทนในส่วนที่ลูกหนี้คนนั้นจะพึงชำระตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ (เจ้าหนี้เสียสิทธิ) ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ลูกหนี้คนที่ 1 ลูกหนี้คนที่ 2 และ 3 ต้องชำระเพียง 200,000 บาท โดยไม่ต้องชำระแทนส่วนของลูกหนี้คนที่ 1
มาตรา 292 การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชำระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึงกระทำแทนชำระหนี้ วางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ และหักกลบลบหนี้ด้วย
ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร ลูกหนี้คนอื่น ๆ จะเอาสิทธิอันนั้นไปใช้หักกลบลบหนี้หาได้ไม่
คำอธิบาย ตามมาตรา 292 ได้ว่า เมื่อลูกหนี้คนหนึ่งชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้คนอื่นก็ได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะหนี้ลดลง และการชำระหนี้ หมายความรวมถึง การทำอะไรบางอย่างแทนการชำระหนี้, การวางทรัพย์สินแทนการชำระหนี้ และการหักกลบลบหนี้ นอกจากนี้ ลูกหนี้คนอื่นไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้อีกคนหนึ่งเพื่อหักกลบลบหนี้ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกหนี้คนที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องจากบุคคลที่ 3 ลูกหนี้คนที่ 2 ไม่สามารถใช้สิทธินั้น เพื่อหักกลบลบหนี้ได้
มาตรา 293 การปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ เพียงเท่าส่วนของลูกหนี้ที่ได้ปลดให้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น
คำอธิบาย การปลดหนี้ ตามมาตรา 293 ลูกหนี้คนอื่นได้รับประโยชน์เพียงส่วนของลูกหนี้ที่ได้ปลดให้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ลูกหนี้คนที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ลูกหนี้คนที่ 2 และ 3 ได้รับประโยชน์เพียง 100,000 บาท ไม่ใช่ 200,000 บาท
มาตรา 294 การที่เจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งนั้น ย่อมได้เป็นคุณประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย
คำอธิบาย ตามมาตรา 294 หมายความว่า เมื่อเจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้คนหนึ่ง ลูกหนี้คนอื่นก็ได้รับประโยชน์ร่วมกันเพราะเจ้าหนี้ต้องเสียค่าเสียหายจากการผิดนัด
มาตรา 295 ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292 ถึง 294 นั้น เมื่อเป็นเรื่องเท้าถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง
ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉพาะก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คำบอกกล่าวการผิดนัด การที่หยิบยกอ้างความผิด การชำระหนี้อันเป็นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง กำหนดอายุความหรือการที่อายุความสะดุดหยุดลง และการที่สิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน
คำอธิบาย ความรับผิดส่วนตัวของลูกหนี้ร่วม ตามมาตรา 295 ได้ว่า ข้อความจริงอื่นใดนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292-294 เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง ตัวอย่างเช่น การให้คำบอกกล่าวแก่ลูกหนี้คนหนึ่งไม่ส่งผลต่อลูกหนี้คนอื่น, การผิดนัดของลูกหนี้คนหนึ่งไม่ส่งผลต่อลูกหนี้คนอื่น, การกำหนดอายุความสำหรับลูกหนี้คนหนึ่งไม่ส่งผลต่อลูกหนี้คนอื่น
มาตรา 301 ถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน
คำอธิบาย หนี้อันแบ่งชำระไม่ได้ เช่น หนี้จากการกระทำความผิดร่วมกัน เมื่อบุคคลหลายคนร่วมกันกระทำการผิดและเกิดความเสียหาย หรือหนี้ที่เป็นลักษณะไม่สามารถแบ่งได้ เช่น หนี้ที่เกี่ยวกับการส่งมอบสิ่งของที่เป็นหนึ่งเดียว
ถ้าบุคคลหลายคนมีสิทธิเรียกร้องการชำระหนี้ โดยทำนองซึ่งแต่ละคนอาจจะเรียกให้ชำระหนี้สิ้นเชิงได้ (เจ้าหนี้ร่วม) ลูกหนี้จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แต่คนใดคนหนึ่งก็ได้ตามแต่จะเลือก
ลักษณะสำคัญของความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
ลักษณะ
รายละเอียด
สิทธิของเจ้าหนี้
เรียกชำระจากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงได้
ความรับผิดของลูกหนี้
ต่อเนื่องจนกว่านี่จะชำระเสร็จสิ้น
ความเสี่ยง
สูง อาจต้องชำระเต็มจำนวนแทนลูกหนี้คนอื่น
ประโยชน์ร่วมกัน
การชำระหนี้ของลูกหนี้คนหนึ่งเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น
ความรับผิดส่วนตัว
การกระทำของลูกหนี้คนหนึ่ง ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลต่อลูกหนี้คนอื่น
ข้อเตือนสำหรับลูกหนี้ร่วม มีความเสี่ยงสูง ลูกหนี้ร่วมต้องตระหนักว่าอาจต้องชำระหนี้เต็มจำนวน แม้ว่าตนเองมีส่วนเพียงเล็กน้อย ควรตรวจสอบความสามารถของลูกหนี้คนอื่นก่อนเข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ควรตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการแบ่งหนี้และวิธีการชำระเงินคืนระหว่างกัน และ ควรติดตามการชำระหนี้ของลูกหนี้คนอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการต้องชำระแทน
วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
สหกรณ์ออมทรัพย์ กับ การประกันชีวิต กับ ฌาปนกิจสงเคราะห์
สหกรณ์ออมทรัพย์ กับ การประกันชีวิต กับ ฌาปนกิจสงเคราะห์
คำนิยาม “สหกรณ์” หมายความว่า คณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์ผู้มีสัญชาติไทย โดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ (ม.4 , พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542)
คำนิยาม “การฌาปนกิจสงเคราะห์” หมายความว่า กิจการที่บุคคลหลายคนเข้าร่วมกันเพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ตกลงเข้าร่วมกันนั้นซึ่งถึงแก่ความตาย และมิได้ประสงค์จะหากำไรหรือรายได้เพื่อแบ่งปันกัน (ม.4 , พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545)
สหกรณ์ออมทรัพย์ สามารถดำเนินการ เกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ได้ แต่มีรูปแบบและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด โดยแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก ดังนี้
1. การจัดสวัสดิการสงเคราะห์แก่สมาชิก ตาม พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 46(2) ได้ให้อำนาจสหกรณ์ในการ “ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกและครอบครัว” ซึ่งเปิดช่องให้สหกรณ์สามารถจัดสวัสดิการช่วยเหลือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกผู้ล่วงลับได้ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ในระเบียบของสหกรณ์เอง
2. การสนับสนุนให้จัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ สำหรับการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อย่างเป็นระบบและเป็นทางการ กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดตั้งเป็น “สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์” ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 [1] โดยสหกรณ์ออมทรัพย์สามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกจัดตั้งสมาคมฯ ขึ้นมาเป็นอีกนิติบุคคลหนึ่งแยกต่างหากจากสหกรณ์ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป
สหกรณ์ออมทรัพย์ ไม่สามารถดำเนินการประกอบธุรกิจประกันชีวิตได้โดยตรง เนื่องจากติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ดังนี้
• ลักษณะของธุรกิจ การประกันชีวิตถือเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่มุ่งหวังผลกำไร ซึ่งขัดต่อหลักการของสหกรณ์ที่เน้นการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิก
• กฎหมายเฉพาะ การประกอบธุรกิจประกันชีวิตอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เท่านั้น สหกรณ์จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการรับประกันชีวิตโดยตรง
อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ออมทรัพย์สามารถ อำนวยความสะดวก ให้สมาชิกเข้าถึงการประกันชีวิตได้ โดยการเป็นตัวกลางหรือจัดหาบริษัทประกันชีวิตที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายมาเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตกลุ่ม (Group Life Insurance) ให้แก่สมาชิก ซึ่งมักทำเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับเงินกู้ของสมาชิก หรือเป็นสวัสดิการเพิ่มเติม
โดยสรุป สหกรณ์ออมทรัพย์สามารถเข้ามามีบทบาทในการจัดการความเสี่ยงหลังความตายของสมาชิกได้ แต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างการสงเคราะห์ในรูปแบบการฌาปนกิจ และการประกันภัยในรูปแบบประกันชีวิตซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาตโดยเฉพาะ
เอกสารอ้างอิง
[1] สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย. (2563). เอกสารประชาสัมพันธ์ความสัมพันธ์กับการฌาปนกิจสงเคราะห์. สืบค้นจาก https://scc.moc.go.th/th/file/get/file/20210826da8ed3c5d85bbb1f08378d1e90f56abb150241.pdf
วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568
รายงานข้อมูลทางการเงิน
(๑) งบแสดงฐานะทางการเงิน
(๒) งบกำไรขาดทุน
(๓) งบทดลอง
(๙) รายงานการก่อหนี้
(๑๐) การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง
-
คำแนะนำและวิธีปฏิบัติ เมื่อสหกรณ์ได้รับหมายบังคับคดีจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ๑. ตรวจดูว่าเป็นหมายบังคับคดีเรื่องอะไร เกี่ยวกับอะไร บังคับสห...
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1810/2566 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20 พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 43 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเ...
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๗๗๓/๒๕๕๘ ค่าชดเชย เป็นเงินที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างตามกฏหมาย เมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิ...