วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569

คัดค้านคำสั่งอายัดของศาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9981/2560
ป.วิ.พ. ม. 311 วรรคสอง (เดิม), สี่ (เดิม)
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31
              หนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถือว่าเป็นคำสั่งอายัดของศาลตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสอง (เดิม) การที่ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 คำสั่งอายัดย่อมมีผลบังคับทันทีในวันดังกล่าว แม้จำเลยจะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของผู้คัดค้านแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ก็ตาม 
              เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในวันที่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านได้รับแจ้งคำสั่งอายัดดังกล่าว ผู้คัดค้านยังไม่ได้หักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ตามที่จำเลยได้ทำหนังสือให้ความยินยอมไว้ ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านเต็มจำนวนให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดไว้ในคำสั่งอายัดดังกล่าว 
             ที่ผู้คัดค้านฎีกาอ้างว่า การที่ผู้คัดค้านไม่ส่งเงินตอบแทนการออกจากงานของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากผู้คัดค้านต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 และพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1 นั้น เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 ระบุว่า "ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ
             (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้
             (2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจตามข้อบังคับของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหรือเพื่อชำระเงินอันอื่นอันเป็นสวัสดิการที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจัดให้เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียวโดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง
             (3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง
             (4) เป็นเงินประกันความเสียหายหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยรับความยินยอมจากลูกจ้าง
             (5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
             การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ทั้งนี้ เว้นแต่ ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง" 
             พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42/1 บัญญัติว่า "เมื่อสมาชิกได้ทำความยินยอมเป็นหนังสือไว้กับสหกรณ์ ให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐ หรือนายจ้างในสถานประกอบการ หรือหน่วยงานอื่นใดที่สมาชิกปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่สมาชิกนั้น เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไปให้หน่วยงานนั้นหักเงินดังกล่าวและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่สหกรณ์โดยพลัน
              การแสดงเจตนายินยอมตามวรรคหนึ่ง มิอาจถอนคืนได้ เว้นแต่สหกรณ์ให้ความยินยอม
              การหักเงินตามวรรคหนึ่ง ต้องหักให้สหกรณ์เป็นลำดับแรก ถัดจากหนี้ภาษีอากรและการหักเงินเข้ากองทุนที่สมาชิกต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม" 
              ตามประกาศและพระราชบัญญัติดังกล่าว สิทธิของผู้คัดค้านในฐานะนายจ้างของจำเลยในการหักเงินค่าจ้างหรือเงินอื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เป็นสิทธิอันเกิดจากความยินยอมของจำเลยตามหนังสือให้ความยินยอมที่จำเลยทำไว้กับสหกรณ์ หาใช่สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิของจำเลยไม่ แม้จะระบุลำดับในการหักเงินชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ไว้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ หนี้ใดจะเป็นหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าหนี้ที่จำเลยมีต่อสหกรณ์เป็นเพียงหนี้กู้ยืมเงินไม่ใช่หนี้บุริมสิทธิ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิหักเงินตอบแทนการออกจากงานและเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนของจำเลยส่งให้แก่สหกรณ์ภายหลังจากได้รับแจ้งคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสี่ (เดิม)

ข้อคิดเห็น - โดยหลักการทั่วไป หนี้กู้ยืมเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ "ไม่ใช่" หนี้บุริมสิทธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
             หนี้บุริมสิทธิ (Preferential Rights) คือสิทธิที่กฎหมายให้เจ้าหนี้บางประเภทมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้คนอื่นๆ เช่น หนี้ภาษีอากร ค่าจ้าง หรือหนี้ที่มีการจำนอง/จำนำเป็นประกัน
             หนี้สหกรณ์ ส่วนใหญ่เป็นหนี้กู้ยืมสามัญหรือหนี้กู้ยืมเพื่อเหตุฉุกเฉิน ซึ่งมีสถานะเป็น "หนี้สามัญ" เท่านั้น แต่หนี้สหกรณ์จะกลายเป็นหนี้บุริมสิทธิได้ก็ต่อเมื่อ มีการทำสัญญาประกันหนี้ไว้เฉพาะ เช่น การจำนอง หากสมาชิกกู้เงินซื้อบ้านและจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้กับสหกรณ์ สหกรณ์จะมีสถานะเป็น "เจ้าหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์จำนอง"นั้นทันทีตามกฎหมายแพ่งฯ
             หากสมาชิกมีหนี้หลายทางและกำลังถูกบังคับคดี สหกรณ์มักจะได้เปรียบเพราะมีอำนาจ หักเงินเดือน ก่อนที่เจ้าหนี้รายอื่นจะเข้าถึงเงินก้อนนั้น แต่ถ้าหากมีการฟ้องล้มละลาย สหกรณ์จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ตามขั้นตอนของกฎหมายล้มละลายเช่นเดียวกับเจ้าหนี้รายอื่น เว้นแต่จะมีสัญญาจำนองพ่วงอยู่ด้วย

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

ไม่ใช่เลิกจ้างไม่เป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5607/2552
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
              จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ข้อ 20 (2) ตามเอกสารหมาย ล.12 ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวระบุไว้ว่า "ผู้จัดการมีอำนาจเลิกจ้างพนักงานได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ...(2) เมื่อมีเหตุอันสมควรซึ่งผู้จัดการเห็นว่าผู้นั้นหย่อนสมรรถภาพในการปฏิบัติงานหรือมีความบกพร่องในการปฏิบัติงานอยู่เนือง ๆ หรือไม่อาจไว้วางใจให้ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้" 
              ตามข้อเท็จจริงโจทก์ถูกสอบสวน ซึ่งต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นสรุปได้ว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากธนาคารให้ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ สกต. ร้อยเอ็ด จำกัด และ สกต. ขอนแก่น จำกัด ได้ปฏิบัติบกพร่องต่อหน้าที่ในฐานะผู้จัดการ สกต. ทั้งสองแห่ง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีข้อมูลในการพิจารณาการปฏิบัติงานของโจทก์พอสมควรอยู่แล้ว แม้ไม่มีการสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ก็สามารถพิจารณาว่ามีเหตุสมควรเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ได้ การสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเป็นเพียงแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีข้อมูลในการพิจารณามากขึ้นเท่านั้น การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังกล่าวแม้จะปฏิบัติไม่ถูกต้องและเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นเหตุที่จะมีคำสั่งเลิกจ้างไม่ได้ เพราะการสั่งเลิกจ้างเป็นการใช้อำนาจบริหาร โดยอาศัยข้อบังคับจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเรื่องการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือนและการถอดถอนสำหรับพนักงานตามข้อบังคับข้อ 20 (2) ไม่ใช่กรณีมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องวินัย 
              เมื่อตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์บกพร่องในการปฏิบัติงานในฐานะผู้จัดการของ สกต. ทั้งสองแห่ง ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ก็วินิจฉัยไว้เช่นนั้น ประกอบกับโจทก์เคยมีประวัติถูกตักเตือนเรื่องการดำเนินงานของ สกต. มาแล้ว การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 พิจารณารายงานการสอบสวนโจทก์แล้วเห็นว่า ไม่อาจไว้วางใจโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และมีคำสั่งให้เลิกจ้างโจทก์ถือได้ว่ามีเหตุสมควรในการสั่งเลิกจ้างโจทก์ คำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยยอมจ่ายค่าชดเชยให้ จึงไม่ใช่คำสั่งเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 

ไม่ปฏิบัติตามระเบียบจ่ายเงิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2378/2564
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง, ม. 432, ม. 442
              ระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด หรือในกรณีที่สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายเป็นเช็คได้ ก็ให้จ่ายเป็นเงินสดโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการ" และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบ การจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย และต้องมีผู้อนุมัติให้จ่ายเงินได้ จึงจ่ายเงิน และเรียกใบเสร็จรับเงินหรือให้ผู้รับเงินลงนามรับเงินไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินของสหกรณ์ทุกครั้ง" 
               แม้โจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่าการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แต่การจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดอาจทำได้ ในกรณีที่ผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ แม้ น. ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของ ป. และ ก. อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ แล้วปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของ ป. และ ก. ก็ตาม แต่หนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญมีชื่อ ป. และ ก. เป็นผู้กู้ แสดงว่า โจทก์อนุมัติให้ ป.  และ ก. กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้ว ป. และ ก. ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง
               การจ่ายเงินกู้จำนวนมากเช่นในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่ ป. และ ก. แสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสด โจทก์สามารถจ่ายเป็นเงินสดให้ ป. และ ก. ได้ แต่หาก ป. และ ก. ก็ไม่ได้รับเงินด้วยตนเองแล้วแสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสดโดยให้ น. เป็นผู้รับเงินแทน แม้ ป. เป็นมารดา น. และ ก. เป็นพี่เขย น. ก็ตาม ป. และ ก. ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ น. รับเงินแทน น. จึงจะมีสิทธิรับเงินสดแทน ป.  และ ก. ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะจ่ายเงินกู้ให้แก่ น. ได้ โดยถือว่าเป็นการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ผู้รับเงินตามความประสงค์ของผู้รับเงิน 
              ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ น. ซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ของ ป. และ ก. จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วย เมื่อการจ่ายเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลงดังคำวินิจฉัยของ ศาลแรงงานภาค 6 
              ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ถือว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ 41/2551 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบในหน้าที่ กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินว่ามีหน้าที่ควบคุมและดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงินและปฏิบัติงานควบคุมการรับจ่ายเงิน ในงานจ่ายเงินทุกประเภทตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ 
               ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง และทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 เคยเบิกเงินจำนวนมากไปจากจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ใด และเป็นการจ่ายตามระเบียบหรือไม่ เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่ น. ให้ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีไปปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด 
คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1234 / 2567
                 การที่ผู้ฟ้องคดีโดยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้เช่าที่ดิน จำนวน 50 ไร่ พร้อมบ้านพัก  6 หลัง เพื่อจัดทำศูนย์นันทนาการของผู้ฟ้องคดีนั้น ไม่อาจถือได้ว่า เป็นการให้สวัสดิการแก่สมาชิกและครอบครัวตามสมควร ตามมาตรา 46 (2) (7) และมาตรา 60 วรรคสอง (4) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ประกอบกับข้อ 2 (14) (16) ข้อ 27 วรรคสอง (8) ข้อ 52 (3) (7) และข้อ 60 (4) (5) ของข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด พ.ศ. 2548 
                 การที่ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของผู้ฟ้องคดี ได้มีมติในการประชุมจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นทุนเพื่อพัฒนาศูนย์นันทนาการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบริเวณศูนย์นันทนาการซึ่งอยู่ในที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลภายนอกผู้ให้เช่า จึงถือได้ว่าเป็นการดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับของสหกรณ์ 
                ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ให้ดำเนินกิจการเป็นไปตามกฏหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจสั่งยับยั้งหรือเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ได้ ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งรองนายทะเบียนสหกรณ์ให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของผู้ฟ้องคดีสำหรับปีบัญชีสิ้นสุด ซึ่งประชุมเฉพาะในระเบียบวาระที่ 4.2 เรื่องพิจารณาอนุมัติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี พ.ศ. 2558 และเฉพาะในส่วนของการจัดจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี เป็นทุนเพื่อพัฒนาศูนย์นันทการ จำนวน 1,500,000 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมติการประชุมให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ฟังขึ้น 
               พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกฟ้อง