คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2378/2564
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง, ม. 432, ม. 442
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง, ม. 432, ม. 442
ระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด หรือในกรณีที่สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายเป็นเช็คได้ ก็ให้จ่ายเป็นเงินสดโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการ" และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบ การจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย และต้องมีผู้อนุมัติให้จ่ายเงินได้ จึงจ่ายเงิน และเรียกใบเสร็จรับเงินหรือให้ผู้รับเงินลงนามรับเงินไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินของสหกรณ์ทุกครั้ง"
แม้โจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่าการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แต่การจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดอาจทำได้ ในกรณีที่ผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ แม้ น. ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของ ป. และ ก. อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ แล้วปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของ ป. และ ก. ก็ตาม แต่หนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญมีชื่อ ป. และ ก. เป็นผู้กู้ แสดงว่า โจทก์อนุมัติให้ ป. และ ก. กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้ว ป. และ ก. ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง
การจ่ายเงินกู้จำนวนมากเช่นในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่ ป. และ ก. แสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสด โจทก์สามารถจ่ายเป็นเงินสดให้ ป. และ ก. ได้ แต่หาก ป. และ ก. ก็ไม่ได้รับเงินด้วยตนเองแล้วแสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสดโดยให้ น. เป็นผู้รับเงินแทน แม้ ป. เป็นมารดา น. และ ก. เป็นพี่เขย น. ก็ตาม ป. และ ก. ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ น. รับเงินแทน น. จึงจะมีสิทธิรับเงินสดแทน ป. และ ก. ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะจ่ายเงินกู้ให้แก่ น. ได้ โดยถือว่าเป็นการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ผู้รับเงินตามความประสงค์ของผู้รับเงิน
ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ น. ซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ของ ป. และ ก. จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วย เมื่อการจ่ายเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลงดังคำวินิจฉัยของ ศาลแรงงานภาค 6
ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ถือว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ 41/2551 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบในหน้าที่ กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินว่ามีหน้าที่ควบคุมและดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงินและปฏิบัติงานควบคุมการรับจ่ายเงิน ในงานจ่ายเงินทุกประเภทตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์
ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง และทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 เคยเบิกเงินจำนวนมากไปจากจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ใด และเป็นการจ่ายตามระเบียบหรือไม่ เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่ น. ให้ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์
แม้โจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่าการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แต่การจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดอาจทำได้ ในกรณีที่ผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ แม้ น. ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของ ป. และ ก. อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ แล้วปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของ ป. และ ก. ก็ตาม แต่หนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญมีชื่อ ป. และ ก. เป็นผู้กู้ แสดงว่า โจทก์อนุมัติให้ ป. และ ก. กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้ว ป. และ ก. ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง
การจ่ายเงินกู้จำนวนมากเช่นในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่ ป. และ ก. แสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสด โจทก์สามารถจ่ายเป็นเงินสดให้ ป. และ ก. ได้ แต่หาก ป. และ ก. ก็ไม่ได้รับเงินด้วยตนเองแล้วแสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสดโดยให้ น. เป็นผู้รับเงินแทน แม้ ป. เป็นมารดา น. และ ก. เป็นพี่เขย น. ก็ตาม ป. และ ก. ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ น. รับเงินแทน น. จึงจะมีสิทธิรับเงินสดแทน ป. และ ก. ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะจ่ายเงินกู้ให้แก่ น. ได้ โดยถือว่าเป็นการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ผู้รับเงินตามความประสงค์ของผู้รับเงิน
ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ น. ซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ของ ป. และ ก. จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วย เมื่อการจ่ายเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลงดังคำวินิจฉัยของ ศาลแรงงานภาค 6
ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ถือว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ 41/2551 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบในหน้าที่ กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินว่ามีหน้าที่ควบคุมและดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงินและปฏิบัติงานควบคุมการรับจ่ายเงิน ในงานจ่ายเงินทุกประเภทตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์
ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง และทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 เคยเบิกเงินจำนวนมากไปจากจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ใด และเป็นการจ่ายตามระเบียบหรือไม่ เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่ น. ให้ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์