วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ข้อตกลงผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ

               ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
               มาตรา 681/1 ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ
               ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ในกรณีเช่นนั้นผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 688 มาตรา 689 และมาตรา 690

               การทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เป็นโมฆะ  มี 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้
               1. ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันบุคคลธรรมดารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สถานะเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง 
                   ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย ไม่ต้องมีการฟ้องร้องเพื่อให้ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน เจ้าหนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกัน เจ้าหนี้ไม่สามารถเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้พร้อมกับลูกหนี้ได้
               2. ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยไม่มีการยินยอมมาก่อน สถานะเป็นโมฆะ เช่นเดียวกับข้อ 1
               3. ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในกรณีที่ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลได้ยินยอมเข้าผูกพัน สถานะไม่เป็นโมฆะ 
                   ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลสามารถรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลจะไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689, 690  (มาตรา 688 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน, มาตรา 689 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน, มาตรา 690 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้จากการบังคับคดีต่อลูกหนี้ก่อน) ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลจะต้องรับผิดเต็มจำนวนหนี้พร้อมกับลูกหนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1884 / 2566 
ป.พ.พ. ม.680 , ม.150 
               หนังสือรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ระหว่างธนาคารโจทก์เจ้าหนี้ กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ทำขึ้นด้วยใจสมัครและตรงตามเจตนาของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งไม่ได้มีวัตถุประสงค์อันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการทำสัญญาค้ำประกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 ซึ่งมีบทบัญญัติว่าข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 681/1วรรคหนึ่ง อันจะถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับกันได้ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อโจทก์ 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2563
ป.พ.พ. ม. 171ม. 173ม. 291ม. 368ม. 681/1
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
                การที่โจทก์หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยอาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าและมีความสันทัดในข้อกฎหมายมากกว่า จัดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญายอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแทนการทำสัญญาค้ำประกันอย่างตรงไปตรงมา ถือว่าโจทก์ผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช้สิทธิแห่งตนด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ จากสัญญาดังกล่าวได้ พฤติการณ์ของโจทก์ไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาจะให้สัญญาส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ เพราะไม่มีส่วนใดที่สมบูรณ์แยกส่วนออกมาได้ สัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมดังกล่าว จึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

               คดีนี้จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จัดพิมพ์สัญญายินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ตกเป็นโมฆะ เป็นการวินิจฉัยในประเด็นว่าคำฟ้องของโจทก์ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ถือเป็นประเด็นการวินิจฉัยที่อยู่ในประเด็นตามคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาว่าสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้


วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

             ความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ได้บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตั้งแต่ มาตรา 291 ถึง มาตรา 302 อธิบายได้ดังนี้ 

                มาตรา 290  ถ้าการชำระหนี้เป็นการอันจะแบ่งกันชำระได้และมีบุคคลหลายคนเป็นลูกหนี้ก็ดี มีบุคคลหลายคนเป็นเจ้าหนี้ก็ดี เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านว่าลูกหนี้แต่ละคนจะต้องรับผิดเพียงเป็นส่วนเท่า ๆ กันและเจ้าหนี้แต่ละคนก็ชอบที่จะได้รับแต่เพียงเป็นส่วนเท่า ๆ กัน

                มาตรา 291  ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง

               คำอธิบาย ตามมาตรา 291 ลูกหนี้ร่วม หมายถึง บุคคลหลายคนซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันที่จะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ความรับผิดนี้เกิดขึ้นได้โดยนิติกรรม (สัญญา) และโดยบทบัญญัติของกฎหมาย
              เจ้าหนี้มีสิทธิที่กว้างขวางในการเรียกร้องชำระหนี้ โดยสามารถเลือกเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง (เต็มจำนวน) ได้ หรือ เรียกชำระเพียงบางส่วนจากลูกหนี้คนหนึ่ง แล้วเรียกส่วนที่เหลือจากลูกหนี้คนอื่น โดย เจ้าหนี้ไม่จำเป็นต้องเรียกจากลูกหนี้ทั้งหมดพร้อมกัน
               ลูกหนี้ทั้งปวงยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ซึ่งหมายความว่า ความรับผิดไม่หมดไป แม้ว่าลูกหนี้คนหนึ่งได้ชำระหนี้ไปแล้ว ลูกหนี้คนอื่นยังคงต้องรับผิด และ ลูกหนี้ทั้งหมดยังคงต้องรับผิดต่อเนื่องจนกว่าหนี้จะชำระเสร็จสิ้น
 
               มาตรา 297  ถ้าในสัญญาอันหนึ่งอันใดมีบุคคลหลายคนร่วมกันผูกพันตนในอันจะทำการชำระหนี้ไซร้ หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องรับผิดเช่นอย่างเป็นลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่าเป็นการอันจะแบ่งกันชำระหนี้ได้
               คำอธิบาย ตามมาตรา 297 แม้ว่าในบางกรณีอาจเป็นการอันจะแบ่งกันชำระได้ แต่กฎหมายยังคงถือว่าเป็นลูกหนี้ร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้ มากกว่าการแบ่งหนี้ระหว่างลูกหนี้

ความแตกต่างจากลูกหนี้หลายคนที่ไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม

ลักษณะ

ลูกหนี้ร่วม

ลูกหนี้หลายคนแบบแบ่งชำระ

สิทธิของเจ้าหนี้

เรียกชำระจากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงได้

เรียกชำระจากลูกหนี้แต่ละคนเพียงส่วนของตนเท่านั้น

ความรับผิด

ต่อเนื่องจนกว่านี่จะชำระเสร็จ 

หมดไปเมื่อลูกหนี้คนนั้นชำระส่วนของตนแล้ว       

ความเสี่ยง

สูง (อาจต้องชำระเต็มจำนวน)

ต่ำ (ชำระเพียงบางส่วนของตนเท่านั้น)

 
                มาตรา 296  ในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันทั้งหลายนั้น ท่านว่าต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าส่วนที่ลูกหนี้ร่วมกันคนใดคนหนึ่งจะพึงชำระนั้น เป็นอันจะเรียกเอาจากคนนั้นไม่ได้ไซร้ ยังขาดจำนวนอยู่เท่าไรลูกหนี้คนอื่น ๆ ซึ่งจำต้องออกส่วนด้วยนั้นก็ต้องรับใช้ แต่ถ้าลูกหนี้ร่วมกันคนใดเจ้าหนี้ได้ปลดให้หลุดพ้นจากหนี้อันร่วมกันนั้นแล้ว ส่วนที่ลูกหนี้คนนั้นจะพึงต้องชำระหนี้ก็ตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ไป
               คำอธิบาย ตามมาตรา 296 การแบ่งชดใช้ค่าเสียหายระหว่างลูกหนี้ร่วม สามารถแบ่งกันชดใช้ได้  โดยมีหลักการดังนี้
               หลักการพื้นฐาน : ลูกหนี้ร่วมแต่ละคนต้องรับผิดชำระหนี้เป็นส่วนเท่า ๆ กัน ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกหนี้ร่วม 3 คน ต้องชำระหนี้ 300,000 บาท แต่ละคนต้องรับผิดชำระ 100,000 บาท โดยมีข้อยกเว้นว่า ลูกหนี้ร่วมสามารถตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เช่น แบ่งตามสัดส่วนการมีส่วนได้ส่วนเสีย
               ความรับผิดเพิ่มเติม : เมื่อลูกหนี้คนใดไม่สามารถชำระส่วนของตนได้ (เช่น ล้มละลาย ยากจน) ลูกหนี้คนอื่นต้องรับผิดแทน ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ร่วม 3 คน ต้องชำระหนี้ 300,000 บาท (100,000 บาทต่อคน) แต่ลูกหนี้คนที่ 1 ล้มละลายและไม่สามารถชำระได้ ลูกหนี้คนที่ 2 และ 3 ต้องรับผิดแทน โดยแบ่งเพิ่มเติม 50,000 บาทต่อคน ดังนั้น ลูกหนี้คนที่ 2 และ 3 ต้องชำระ 150,000 บาทต่อคน
               เจ้าหนี้สูญเสียสิทธิ : เมื่อเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ลูกหนี้คนใดแล้ว เจ้าหนี้จะไม่สามารถเรียกชำระจากลูกหนี้คนนั้นได้อีก ลูกหนี้คนอื่นไม่ต้องชำระแทนในส่วนที่ลูกหนี้คนนั้นจะพึงชำระตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ (เจ้าหนี้เสียสิทธิ) ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ลูกหนี้คนที่ 1 ลูกหนี้คนที่ 2 และ 3 ต้องชำระเพียง 200,000 บาท โดยไม่ต้องชำระแทนส่วนของลูกหนี้คนที่ 1
 
                มาตรา 292  การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชำระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึงกระทำแทนชำระหนี้ วางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ และหักกลบลบหนี้ด้วย
               ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร ลูกหนี้คนอื่น ๆ จะเอาสิทธิอันนั้นไปใช้หักกลบลบหนี้หาได้ไม่
               คำอธิบาย ตามมาตรา 292 ได้ว่า เมื่อลูกหนี้คนหนึ่งชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้คนอื่นก็ได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะหนี้ลดลง และการชำระหนี้ หมายความรวมถึง การทำอะไรบางอย่างแทนการชำระหนี้, การวางทรัพย์สินแทนการชำระหนี้ และการหักกลบลบหนี้ นอกจากนี้ ลูกหนี้คนอื่นไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้อีกคนหนึ่งเพื่อหักกลบลบหนี้ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกหนี้คนที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องจากบุคคลที่ 3 ลูกหนี้คนที่ 2 ไม่สามารถใช้สิทธินั้น เพื่อหักกลบลบหนี้ได้
 
               มาตรา 293  การปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ เพียงเท่าส่วนของลูกหนี้ที่ได้ปลดให้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น
              คำอธิบาย การปลดหนี้ ตามมาตรา 293 ลูกหนี้คนอื่นได้รับประโยชน์เพียงส่วนของลูกหนี้ที่ได้ปลดให้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ลูกหนี้คนที่ 1 จำนวน 100,000 บาท  ลูกหนี้คนที่ 2 และ 3 ได้รับประโยชน์เพียง 100,000 บาท ไม่ใช่ 200,000 บาท
 
              มาตรา 294  การที่เจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งนั้น ย่อมได้เป็นคุณประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย
             
คำอธิบาย ตามมาตรา 294 หมายความว่า เมื่อเจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้คนหนึ่ง ลูกหนี้คนอื่นก็ได้รับประโยชน์ร่วมกันเพราะเจ้าหนี้ต้องเสียค่าเสียหายจากการผิดนัด
 
             มาตรา 295  ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292 ถึง 294 นั้น เมื่อเป็นเรื่องเท้าถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง
               ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉพาะก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คำบอกกล่าวการผิดนัด การที่หยิบยกอ้างความผิด การชำระหนี้อันเป็นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง กำหนดอายุความหรือการที่อายุความสะดุดหยุดลง และการที่สิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน
              
คำอธิบาย  ความรับผิดส่วนตัวของลูกหนี้ร่วม ตามมาตรา 295 ได้ว่า ข้อความจริงอื่นใดนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292-294 เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวลูกหนี้ร่วมคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง ตัวอย่างเช่น การให้คำบอกกล่าวแก่ลูกหนี้คนหนึ่งไม่ส่งผลต่อลูกหนี้คนอื่น, การผิดนัดของลูกหนี้คนหนึ่งไม่ส่งผลต่อลูกหนี้คนอื่น, การกำหนดอายุความสำหรับลูกหนี้คนหนึ่งไม่ส่งผลต่อลูกหนี้คนอื่น
 
              มาตรา 301  ถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน
              
คำอธิบาย หนี้อันแบ่งชำระไม่ได้ เช่น หนี้จากการกระทำความผิดร่วมกัน เมื่อบุคคลหลายคนร่วมกันกระทำการผิดและเกิดความเสียหาย หรือหนี้ที่เป็นลักษณะไม่สามารถแบ่งได้ เช่น หนี้ที่เกี่ยวกับการส่งมอบสิ่งของที่เป็นหนึ่งเดียว 
              ถ้าบุคคลหลายคนมีสิทธิเรียกร้องการชำระหนี้ โดยทำนองซึ่งแต่ละคนอาจจะเรียกให้ชำระหนี้สิ้นเชิงได้ (เจ้าหนี้ร่วม) ลูกหนี้จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แต่คนใดคนหนึ่งก็ได้ตามแต่จะเลือก
 
ลักษณะสำคัญของความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม     

ลักษณะ

รายละเอียด

สิทธิของเจ้าหนี้

เรียกชำระจากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงได้

ความรับผิดของลูกหนี้

ต่อเนื่องจนกว่านี่จะชำระเสร็จสิ้น

ความเสี่ยง

สูง  อาจต้องชำระเต็มจำนวนแทนลูกหนี้คนอื่น

ประโยชน์ร่วมกัน

การชำระหนี้ของลูกหนี้คนหนึ่งเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น

ความรับผิดส่วนตัว

การกระทำของลูกหนี้คนหนึ่ง ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลต่อลูกหนี้คนอื่น

 
              ลูกหนี้ร่วม จึงสามารถแบ่งกันชดใช้ได้ โดยมีหลักการว่า แบ่งส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น เมื่อลูกหนี้คนใดไม่สามารถชำระ ลูกหนี้คนอื่นต้องรับผิดแทน ดังนั้น ลูกหนี้ร่วมควรตกลงกันล่วงหน้าเกี่ยวกับการแบ่งหนี้และวิธีการชำระเงินคืนระหว่างกัน
              ข้อเตือนสำหรับลูกหนี้ร่วม มีความเสี่ยงสูง ลูกหนี้ร่วมต้องตระหนักว่าอาจต้องชำระหนี้เต็มจำนวน แม้ว่าตนเองมีส่วนเพียงเล็กน้อย ควรตรวจสอบความสามารถของลูกหนี้คนอื่นก่อนเข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ควรตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการแบ่งหนี้และวิธีการชำระเงินคืนระหว่างกัน และ ควรติดตามการชำระหนี้ของลูกหนี้คนอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการต้องชำระแทน

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สหกรณ์ออมทรัพย์ กับ การประกันชีวิต กับ ฌาปนกิจสงเคราะห์

 สหกรณ์ออมทรัพย์ กับ การประกันชีวิต กับ ฌาปนกิจสงเคราะห์ 

คำนิยาม “สหกรณ์” หมายความว่า คณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์ผู้มีสัญชาติไทย โดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ (ม.4 , พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542) 

 

คำนิยาม “การฌาปนกิจสงเคราะห์” หมายความว่า กิจการที่บุคคลหลายคนเข้าร่วมกันเพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ตกลงเข้าร่วมกันนั้นซึ่งถึงแก่ความตาย และมิได้ประสงค์จะหากำไรหรือรายได้เพื่อแบ่งปันกัน (ม.4 , พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545) 

 

           สหกรณ์ออมทรัพย์ สามารถดำเนินการ เกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ได้ แต่มีรูปแบบและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด โดยแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก ดังนี้

             1. การจัดสวัสดิการสงเคราะห์แก่สมาชิก ตาม พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 46(2) ได้ให้อำนาจสหกรณ์ในการ “ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกและครอบครัว” ซึ่งเปิดช่องให้สหกรณ์สามารถจัดสวัสดิการช่วยเหลือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกผู้ล่วงลับได้ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ในระเบียบของสหกรณ์เอง

            2. การสนับสนุนให้จัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ สำหรับการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อย่างเป็นระบบและเป็นทางการ กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดตั้งเป็น “สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์” ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 [1] โดยสหกรณ์ออมทรัพย์สามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกจัดตั้งสมาคมฯ ขึ้นมาเป็นอีกนิติบุคคลหนึ่งแยกต่างหากจากสหกรณ์ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป

 

          สหกรณ์ออมทรัพย์ ไม่สามารถดำเนินการประกอบธุรกิจประกันชีวิตได้โดยตรง เนื่องจากติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ดังนี้

           • ลักษณะของธุรกิจ  การประกันชีวิตถือเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่มุ่งหวังผลกำไร ซึ่งขัดต่อหลักการของสหกรณ์ที่เน้นการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิก

           • กฎหมายเฉพาะ  การประกอบธุรกิจประกันชีวิตอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เท่านั้น สหกรณ์จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการรับประกันชีวิตโดยตรง

           อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ออมทรัพย์สามารถ อำนวยความสะดวก ให้สมาชิกเข้าถึงการประกันชีวิตได้ โดยการเป็นตัวกลางหรือจัดหาบริษัทประกันชีวิตที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายมาเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตกลุ่ม (Group Life Insurance) ให้แก่สมาชิก ซึ่งมักทำเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับเงินกู้ของสมาชิก หรือเป็นสวัสดิการเพิ่มเติม

 

โดยสรุป สหกรณ์ออมทรัพย์สามารถเข้ามามีบทบาทในการจัดการความเสี่ยงหลังความตายของสมาชิกได้ แต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างการสงเคราะห์ในรูปแบบการฌาปนกิจ และการประกันภัยในรูปแบบประกันชีวิตซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาตโดยเฉพาะ

 

เอกสารอ้างอิง

[1] สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย. (2563). เอกสารประชาสัมพันธ์ความสัมพันธ์กับการฌาปนกิจสงเคราะห์. สืบค้นจาก https://scc.moc.go.th/th/file/get/file/20210826da8ed3c5d85bbb1f08378d1e90f56abb150241.pdf

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568

รายงานข้อมูลทางการเงิน

ให้สหกรณ์จัดเก็บและรายงานข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ดังต่อไปนี้
     (๑) งบแสดงฐานะทางการเงิน
     (๒) งบกำไรขาดทุน
     (๓) งบทดลอง
           (๓.๑) งบทดลอง 
           (๓.๒) งบทดลอง (สหกรณ์สินทรัพย์ต่ำกว่า ๕๐ ล้านบาท) 
     (๔) การลงทุนในหลักทรัพย์
     (๕) ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมและการฝากเงิน
           (๕.๑) ข้อกำหนดและเงื่อนไขการให้เงินกู้ยืม 
           (๕.๒) ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมและการฝากเงิน (สถาบัน) 
           (๕.๓) ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมรายใหญ๋ (รายบุคคล) 
     (๖) เจ้าหนี้เงินกู้และผู้ฝากเงิน
           (๖.๑) การรับฝากเงินและการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 
           (๖.๒) เจ้าหนี้เงินกู้และผู้ฝากเงิน (สถาบัน) 
           (๖.๓) เจ้าหนี้เงินกู้และผู้ฝากรายใหญ่ (รายบุคคล) 
     (๗) การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง
     (๘) ฐานะสภาพคล่องสุทธิ
     (๙) รายงานการก่อหนี้
    (๑๐) การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง
           (๑๐.๑) การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง (สหกรณ์ที่หักชำระหนี้ ณ ที่จ่าย) 
           (๑๐.๒) การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง (สหกรณ์ที่ไม่หักชำระหนี้ ณ ที่จ่าย) 
    (๑๑) รายงานการสอบทานหนี้
           (๑๑.๑) แผนการสอบทานหนี้ 
           (๑๑.๒) ผลการสอบทานหนี้ 
    (๑๒) การดำรงเงินกองทุน
    (๑๓) แบบรายงานคุณภาพลูกหนี้เงินให้กู้ยืม
            (๑๓.๑) แบบรายงานคุณภาพลูกหนี้เงินให้กู้ยืม 
            (๑๓.๒)  แบบรายงานคุณภาพลูกหนี้เงินให้กู้ยืม (สหกรณ์สินทรัพย์ต่ำกว่า ๕๐ ล้านบาท) 
    (๑๔) รายงานอื่นตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ประกาศกำหนด (การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี)

(อ้างอิง กฎกระทรวง การดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ ๒๕๖๔ หมวด ๕  การบัญชีและการรายงานข้อมูล ข้อ ๒๕ , ประกาศนายทะเบียน เรื่อง การจัดเก็บและการรายงานข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ ๒๕๖๘ ข้อ ๕) 

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

หักเงินผู้ค้ำประกันบางเดือนเหลือศูนย์บาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1498/2566 
ป.พ.พ. ม. 4, ม. 688
ป.วิ.พ. ม. 302
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549 ข้อ 31
               กฎหมายที่ใช้บังคับแก่สภาพการจ้างสำหรับลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ คือ ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 โดยประกาศดังกล่าวข้อ 31 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ และเพื่อความมั่นคงของตัวลูกจ้าง ซึ่งจะส่งผลให้ลูกจ้างมีกำลังใจและความมุ่งมั่นในการทำงานให้แก่นายจ้างอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดเป็นหลักการว่า ห้ามไม่ให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดไว้ แต่หากลูกจ้างให้ความยินยอมล่วงหน้าไว้ นายจ้างก็มีสิทธิหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เพื่อชำระหนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นจำนวนไม่เกินร้อยละสิบของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ และมีสิทธิหักรวมกับเงินอื่นตาม (2) (4) และ (5) แล้วไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับได้ หากลูกจ้างให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้าด้วย นายจ้างมีสิทธิหักค่าจ้างและเงินอื่นใดดังกล่าวเพื่อชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ และมีสิทธิหักรวมกับเงินอื่นตาม (2) (4) และ (5) แล้วเกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับได้ ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ และไม่ได้กำหนดว่า หนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์ต้องเป็นหนี้สินโดยตรงของลูกจ้างที่เกิดขึ้นแล้วในขณะลูกจ้างทำหนังสือให้ความยินยอม
               โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลย ยินยอมให้จำเลยหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันที่มีต่อสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป โดยให้หักเงินและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่สหกรณ์โดยพลันโดยไม่ต้องฟ้องร้องแต่อย่างใด โดยโจทก์ยินยอมให้หักได้เกินกว่าร้อยละสิบและให้หักรวมกับรายการหักอื่น ๆ ได้เกินกว่าหนึ่งในห้าของเงินที่โจทก์มีสิทธิรับ ขณะโจทก์ทำหนังสือยินยอม หนี้เงินกู้ระหว่าง ฉ. ผู้กู้ กับสหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว และโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน มีความผูกพันต่อสหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ ว่าจะเข้าชำระหนี้แทนหากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ 
               การที่โจทก์ทำหนังสือยินยอมดังกล่าว เป็นการสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 อันเป็นการให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 วรรคสอง 
               ดังนี้ เมื่อผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้แทนผู้กู้ได้ นอกจากจำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดของโจทก์ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมแทนผู้กู้ ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันแล้ว ยังหักเพื่อชำระค่าหุ้นของโจทก์ และหนี้เงินกู้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้กู้ด้วย ในขณะทำหนังสือยินยอม โจทก์สามารถคาดหมายได้ว่า เมื่อหักแล้วเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดจะเหลือเพียงพอแก่การดำรงชีพได้หรือไม่ การที่จำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดของโจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้วคงเหลือเงินไม่เพียงพอที่โจทก์สามารถดำรงชีพได้ หรือบางเดือนเหลือศูนย์บาท จึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง
               ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 บัญญัติเกี่ยวกับการหักเงินเดือนค่าจ้างและเงินอื่นใด เพื่อชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ไว้แล้ว จึงหาอาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่ง (3) มาปรับใช้ในฐานเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง โดยให้ถือว่า จำนวนเงินสองหมื่นบาทเป็นเงินเดือนค่าจ้างที่ต้องคงเหลือภายหลังการหักชำระหนี้ หรือให้ศาลเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินคงเหลือได้ไม่
                ส่วนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วย การหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 ข้อ 7 เป็นระเบียบที่ออกโดยเฉพาะเพื่อใช้ปฏิบัติภายในหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจเช่นจำเลย นอกจากนี้ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดคงเหลือภายหลังหักชำระหนี้ไว้ การออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า ในกรณีของรัฐวิสาหกิจก็ต้องออกระเบียบเป็นพิเศษโดยเฉพาะเช่นกัน หรือต้องแก้ไขประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 31 เสียก่อน 
                การที่จำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ ชำระหนี้ในส่วนของความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแทนผู้กู้ที่ผิดนัดให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งบางเดือนเงินเดือนค่าจ้างคงเหลือศูนย์บาท จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

💴แก้ไขระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1810/2566
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 43
               โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 ต่อมา จำเลยได้กำหนดการจ่ายเงินบำเหน็จแก่พนักงานหรือลูกจ้างตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 จึงถือได้ว่า จำเลยตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามระเบียบฉบับดังกล่าวแล้ว ระเบียบนี้จึงกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันโจทก์และจำเลย ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องปฏิบัติตาม
               ตามระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วย พนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วย เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จต่อเมื่อลาออก ซึ่งต่างจากระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าพนักงานหรือลูกจ้างคนใดพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด เว้นแต่ เป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะถูกลงโทษไล่ออกหรือเลิกจ้าง และมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามข้อยกเว้นตอนท้ายของระเบียบปีดังกล่าว ข้อ 32 ย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จทั้งสิ้น 
              เช่นนี้ ถือว่า จำเลยแก้ไขระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วย พนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วย เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อไม่ปรากฏว่าการแก้ไขได้รับความยินยอมจากโจทก์ ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วย เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ข้อ 51 จึงไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์
              พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 43 บัญญัติว่า "ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (1) ... (10) การแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการ" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว เห็นว่า ได้ให้ความสำคัญต่อตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ โดยจะต้องให้สหกรณ์ออกข้อบังคับกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการไว้ในข้อบังคับ 
               เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 95 (4) กำหนดให้ผู้จัดการจำเลยพ้นจากตำแหน่ง เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการ จึงต้องบังคับตามข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งออกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ 
               ส่วนระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 หมวด 11 ข้อ 45 (3) ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่สหกรณ์เกษียณอายุ 60 ปี ตามปีบัญชีสหกรณ์จำเลย โดยข้อ 9 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ว่า ปีบัญชีสหกรณ์คือ 1 มกราคม สิ้นสุด 31 ธันวาคม ของทุกปีนั้น เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 79 (8) และข้อ 107 (12) ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการดำเนินการตามข้อบังคับสหกรณ์กำหนดระเบียบต่าง ๆ 
               อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คงมีอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ รวมถึงวัตถุประสงค์แห่งข้อบังคับเท่านั้น ไม่อาจกำหนดระเบียบในส่วนของการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง หรือการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการ ให้แตกต่างไปจากข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ได้ จึงต้องแปลว่าระเบียบนี้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงตำแหน่งผู้จัดการจำเลยด้วย

จัดสรรที่ดินให้แก่สมาชิก

คำพิพากษาฎีกาที่ 3364/2566
ป.พ.พ. ม. 150, ม. 572, ม. 574
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4, ม. 5, ม. 21
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 46 (6), ม. 46 (7), ม. 46 (9)
                โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ให้บริการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก ซึ่งตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 46 บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการดังต่อไปนี้...(6) ให้เช่า ให้เช่าซื้อ (7) จัดให้ได้มา ซื้อ เช่าซื้อ (9) ดำเนินกิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับ หรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ 
                การที่โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38760 เนื้อที่ 36 ไร่ 54 ตารางวา มาดำเนินการแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อยจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์รวมทั้งจำเลยในรูปแบบการทำสัญญาเช่าซื้อโดยโจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเป็นประโยชน์ตอบแทน จึงต้องด้วยนิยามศัพท์ จัดสรรที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดิน หมายถึง การจำหน่ายที่ดินที่ได้แบ่งเป็นแปลงย่อยรวมกันตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจากที่ดินแปลงเดียวหรือแบ่งจากที่ดินหลายแปลงที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทน และต้องอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำการจัดสรรที่ดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ เพราะโจทก์มิได้อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 5 (2) ที่บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น เนื่องจากกรณีของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดรับรอง ควบคุมดูแลการดำเนินการให้ได้มาตรฐานที่ดีเป็นการเฉพาะ 
                แต่อย่างไรก็ดี แม้โจทก์จะไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยผู้เช่าซื้อต่างก็ไม่ทราบว่า กรณีของโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน วัตถุประสงค์แห่งสัญญาจึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน และโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ชอบที่จะริบบรรดาค่าเช่าซื้อที่จำเลยได้ชำระมาแล้ว และกลับเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่ง

ไม่มีสิทธิลาออกและถอนเงินค่าหุ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 4442/2567
ป.พ.พ. ม.182 , ป.วิ.พ. ม.274 
                  จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร โจทก์เป็นสมาชิกสหกรณ์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน 
                  เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น เป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย 
                  เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลยระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์ อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ 
                  ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลย และโจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้