วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ข้อตกลงผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ

               ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
               มาตรา 681/1 ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ
               ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ในกรณีเช่นนั้นผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 688 มาตรา 689 และมาตรา 690

               การทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เป็นโมฆะ  มี 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้
               1. ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันบุคคลธรรมดารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สถานะเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง 
                   ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย ไม่ต้องมีการฟ้องร้องเพื่อให้ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน เจ้าหนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกัน เจ้าหนี้ไม่สามารถเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้พร้อมกับลูกหนี้ได้
               2. ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยไม่มีการยินยอมมาก่อน สถานะเป็นโมฆะ เช่นเดียวกับข้อ 1
               3. ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในกรณีที่ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลได้ยินยอมเข้าผูกพัน สถานะไม่เป็นโมฆะ 
                   ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลสามารถรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลจะไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689, 690  (มาตรา 688 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน, มาตรา 689 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน, มาตรา 690 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้จากการบังคับคดีต่อลูกหนี้ก่อน) ผู้ค้ำประกันนิติบุคคลจะต้องรับผิดเต็มจำนวนหนี้พร้อมกับลูกหนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1884 / 2566 
ป.พ.พ. ม.680 , ม.150 
               หนังสือรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ระหว่างธนาคารโจทก์เจ้าหนี้ กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ทำขึ้นด้วยใจสมัครและตรงตามเจตนาของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งไม่ได้มีวัตถุประสงค์อันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการทำสัญญาค้ำประกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 ซึ่งมีบทบัญญัติว่าข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 681/1วรรคหนึ่ง อันจะถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับกันได้ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อโจทก์ 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2563
ป.พ.พ. ม. 171ม. 173ม. 291ม. 368ม. 681/1
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
                การที่โจทก์หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยอาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าและมีความสันทัดในข้อกฎหมายมากกว่า จัดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญายอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแทนการทำสัญญาค้ำประกันอย่างตรงไปตรงมา ถือว่าโจทก์ผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช้สิทธิแห่งตนด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ จากสัญญาดังกล่าวได้ พฤติการณ์ของโจทก์ไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาจะให้สัญญาส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ เพราะไม่มีส่วนใดที่สมบูรณ์แยกส่วนออกมาได้ สัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมดังกล่าว จึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

               คดีนี้จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จัดพิมพ์สัญญายินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ตกเป็นโมฆะ เป็นการวินิจฉัยในประเด็นว่าคำฟ้องของโจทก์ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ถือเป็นประเด็นการวินิจฉัยที่อยู่ในประเด็นตามคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาว่าสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้